คุณสมบัติผู้ทำบัญชี 256 ผู้มีหน้าที่จัดทําบัญชีคือใคร

หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คือ จัดให้มีการทำบัญชีและงบการเงินให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และต้องจัดส่งเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชีเพื่อจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีดำเนินการยื่นงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบและให้ความเห็นของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้ว รวมทั้งจัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด

ผู้ทำบัญชีและหน้าที่ความรับผิดชอบ“ผู้ทำบัญชี” คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ไม่ว่าจะทำงานในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี สมุหบัญชี หัวหน้าแผนกบัญชี พนักงานบัญชีของกิจการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น สำหรับกรณีที่กิจการใช้บริการสำนักงานบริการรับทำบัญชี แบ่งเป็นกรณีต่าง ๆ ดังนี้
– กรณีสำนักงานมิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล ผู้ทำบัญชี คือ หัวหน้าสำนักงาน
– กรณีสำนักงานจัดตั้งในรูปคณะบุคคล ผู้ทำบัญชีคือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี
– กรณีสำนักงานจัดตั้งในรูปนิติบุคคล ผู้ทำบัญชีคือกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี
– ผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ ผู้ทำบัญชีคือผู้ประกอบวิชาชีพ

ประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ผู้ทำบัญชีมีหน้าที่ความรับผิดชอบ คือ จัดทำบัญชีเพื่อให้แสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินหรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของ“ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”ที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชีโดยมีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วนโดยลงรายการบัญชีเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ หรือลงรายการเป็นรหัสบัญชีให้มีคู่มือคำแปลรหัสบัญชีที่เป็นภาษาไทยไว้ เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ หรือตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน

การจัดเก็บและรักษาเอกสารทางบัญชี
“เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี” หมายถึง บันทึก หนังสือ หรือเอกสารใดๆที่ใช้เป็นหลักฐานในการลงรายการในบัญชี แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
คือประเภทที่ 1 เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยบุคคลภายนอก เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของของผู้ขาย เป็นต้น
ประเภทที่ 2 เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก เช่น ใบสั่งซื้อใบรับของ เป็นต้น
ประเภทที่ 3 เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง เช่น ใบเบิกของ ใบขอซื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีทุกประเภทต้องมีข้อความและรายการตามที่กำหนด ในการเก็บรักษาเอกสาร หลักฐานตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นั้น กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีหน้าที่จัดทำบัญชี เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ดังนี้
1. ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานประกอบธุรกิจ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสารวัตรบัญชีหรือสารวัตรใหญ่บัญชี ให้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่อื่น
2. ระยะเวลาในการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันปิดบัญชี หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบ กรณีเลิกประกอบธุรกิจโดยเหตุผลอื่นนอกจากเหตุล้มละลาย แต่เมื่อได้เก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว จะขออนุญาตต่อสารวัตรใหญ่บัญชี หรือสารวัตรบัญชี ไม่เก็บรักษาต่อไปก็ได้






การยื่นคำขออนุญาตไม่เก็บรักษาบัญชีดังกล่าว ผู้มีหน้าที่ทำบัญชีจะต้อง
1. เก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีสำหรับปีนั้นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันปิดบัญชี
2. มีหนังสือของกรมสรรพากรแสดงว่าได้ชำระภาษีครบถ้วนแล้วสำหรับปีนั้นๆเว้นแต่ในกรณีที่มีการลงรายการบัญชีด้วยเครื่องจักรทำบัญชี หรือในกรณีที่มีการถ่ายลงในไมโคร-ฟิล์มโดยได้แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีแล้ว จะไม่ส่งหนังสือของกรมสรรพากรแสดงว่าได้ชำระภาษีครบถ้วนแล้วในปีนั้นๆ
ในกรณีที่เอกสารหรือหลักฐานประกอบการลงบัญชีเสียหายหรือสูญหายจะต้องแจ้งแก่หน่วยงานที่ดูแลทราบด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://รับทําบัญชี.com/5.html

ใส่ความเห็น